บ้านขุนสมุทรจีน 600 บาท ความสุขเรียบง่ายจ่ายในราคาไม่แพง

“บ้านพักกระท่อมไม้ไผ่ ไม่มีแอร์ มีเพียงพัดลมและลมพัดเอื่อยๆ ท่ามกลางเสียงนกร้อง เงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน กับแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่อยากให้ไปสัมผัส ใช้ชีวิตช้าๆ แค่ 2 วัน 1 คืน กับเงิน 600 บาท”

ไปเที่ยวไหนดีเอาที่ใกล้กรุงเทพฯ ?
คำถามที่ลูกเพจถามกันเยอะมากมาค่ะ เที่ยวแบบกรู จะพาไปพักผ่อนใกล้กรุงเทพฯ แค่ 19 กิโลเมตร เท่านั้นแต่รับประกันเหมือนว่าหลุดไปอีกมุมหนึ่งซึ่งไม่คิดว่าแบบนี้ก็มีด้วยที่สมุทรปราการ
ทริปนี้ขอเน้นไอเท็มเป็นเสื้อคอกระเช้ากับผ้าถุง เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศที่พัก และไม่ลืมที่จะพกสิ่งสำคัญที่จำเป็นสำหรับฤดูร้อน ไม่ว่าจะเป็นครีมกันแดดของคุณแม่และคุณลูก แว่นกันแดด หมวก หรือร่ม จัดกระเป๋าง่ายๆ เพราะเราไปแค่คืนเดียว

เราจะพาเพื่อนๆ ไปพักผ่อนนอนโฮมสเตย์ที่ “บ้านขุนสมุทรจีน” โฮมสเตย์ที่อยู่ในลิสต์อันดับต้นๆ ของเราว่าอยากพาลูกไปที่นี่สักครั้ง จดไว้มานานแรมปีกว่าจะได้ไปเพราะที่นี่หากเป็นวันหยุดก็ฮอตแน่นตลอดเลยค่ะ

บ้านขุนสมุทรจีน ตั้งอยู่ที่ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ การเดินทางหากขึ้นทางด่วนลงสุขสวัสดิ์ มุ่งหน้าไปอำเภอพระประแดง ขับรถตรงไปจนถึงสามแยกพระสมุทรเจดีย์ ให้เลี้ยวขวาไปทางป้อมพระจุล  จากนั้นขับตรงไปเรื่อยๆ จะเห็นป้ายชี้ทางขวามือให้เลี้ยวเข้าวัดขุนสมุทรจีน ผ่านแหล่งชุมชนแหละบ่อกุ้งเรื่อย ๆ แล้วจะมีป้ายรับฝากรถท่าเรือป้าสาลี่

ค้างคืนคันละ 100 บาท หรือชั่วคราวคันละ 40 บาท มีช่องให้จอดแบบนี้ค่ะ

จอดรถเสร็จแล้วเดินไปท่าเรือได้เลยค่ะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดฝากรถ

เรามาถึงท่าเรือประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ก่อนจะลงเรือเราก็ไม่ลืมสิ่งสำคัญนั่นก็คือการปกป้องผิวด้วย นีเวีย ซัน โพรแท็คแอนด์รีเฟรซ บอดี้โลชั่น ปกป้องแดดได้เต็มที่ด้วย SPF50 PA+++ที่ป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB ทำหน้าที่เป็นเกราะปกป้องผิว สูตรให้ความสดชื่นเมื่อทาลงบนผิว มี Menthol ให้ผิวเย็นสดชื่นสบายผิว และยังเป็นสูตรกันน้ำ ไม่หลุดง่าย เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง จะทะเล ภูเขา ดำน้ำ หรือกิจกรรมไหนๆ บ้านเราใช้ตัวนี้เอาอยู่ค่ะ


สูตรใหม่ที่มีให้เลือกทั้งแบบครีม และสเปรย์ ที่แห้งไว แถมยังสดชื่น สูตรสำหรับเด็กก็ทาง่าย กลิ้งไปกลิ้งมาบนผิวได้เลยลูกชอบมากค่ะ จากเมื่อก่อนที่วิ่งหนีเวลาทากันแดดให้ตอนนี้หยิบไปละเลงเองเลยค่ะ

ไปค่ะ ลงเรือกันได้เลย คุณแม่พร้อมสู้แดด!!

ตอนแรกก็แอบตกใจทำไมเรือไม่มีหลังคากันแดดหว่า แต่เอาเถอะนั่งแป๊บเดียว แถมเรามีเกราะป้องกันผิวแล้วไม่กลัวค่ะ เห็นแดดเปรี้ยงๆ แบบนี้แต่ลมพัดเย็นสบาย นั่งมองวิวสองข้างไปทางไปเรื่อยๆ


สังเกตได้ว่าน้ำลดลงไปเยอะมาก นี่ถ้าไปช่วงหน้าฝน หรือช่วงน้ำหลากน้ำสูงมากเหมือนกันนะคะ

นั่งเรือไม่ถึง 10 นาทีค่ะ (ความเร็วแล้วแต่เรือลำไหนซิ่งด้วยขากลับจับเวลาได้ 5 นาทีเอง) เราก็มาถึงท่าเรือบ้านขุนสมุทรจีน บ้านผู้ใหญ่สมร ค่าเรือ คนแรก 100 บาท คนต่อไป คนละ 10 บาท เด็กไม่คิดเงิน สรุปบ้านเราจ่าย 110 บาทค่ะ

ถึงท่าเรือขึ้นไปนั่งพักบนศาลาสักแป๊บ หันซ้ายแลขวาไม่มีใคร โทรไปถามผู้ใหญ่สมร
คุณแม่ : ถึงท่าเรือแล้วค่ะผู้ใหญ่ ไปยังไงต่อคะ
ปลายสาย : เดินมาตามทางเลยจ้า
คุณแม่ : ทางดินโคลนแห้งๆ นี่เหรอคะ
ปลายสาย : ใช่แล้ว
คุณแม่ : แล้วต้องเดินไปถึงตรงไหนคะ (เสียงเริ่มสั่นเครือท่ามกลางแดดเปรี้ยง)

ปลายสาย : พอจะมองเห็นหลักกิโลมั้ยหนู เดินไปถึงตรงนั้นแหละ
คุณแม่ : >?P#

วางสายแบบงงๆ มองหาหลักกิโลตามที่ผู้ใหญ่บอก ว้ายยยตั่ยแล้ววว มันก็ไม่ใช่ใกล้ๆ ปกติก็ไม่ได้เรื่องเยอะ เดินทางไกลสบายมากกกกก แต่ดูการแต่งตัว ณ จุดนี้กับสัมภาระเยอะสิ่ง

เมลลี่ : แม่จ๋า เราไม่ได้แต่งตัวเยอะไปใช่มั้ยคะ
คุณแม่: ไม่นะลูก เราก็แค่ใส่คอกระเป๋า ลากกระเป๋าธรรมดาเองจ๊ะ (ปาดเหงื่อ)

ไม่เป็นไรค่ะ แดดไม่กลัวเพราะมีนีเวีย ซัน แต่สัมภาระอีรุงตุงนังมากค่ะคุณผู้อ่าน 55 ย้อนกลับไปก็ขำตัวเอง นอนคืนเดียวหอบอะไรเยอะแยะ

ตอนแรกก็แอบกังวลนี่ถ้าลูกร้องให้อุ้มตายๆ ค่ะ พ่อก็แบกของ แม่ก็ลากกระเป๋า โชคดีมากกกที่ลูกบอกว่า “เมลลี่จะเดินเอง” นางก็เดินกางอัมเบรลละของนางไปลั้ลลาพอดู


เดินไปยิ้มไป ไม่บ่นสักคำ  เก่งจังเลยค่ะลู้กกก

คุณแม่ก็เดินนำไปก่อน ถึงแล้วปลายทางของเรา โฮมสเตย์ผู้ใหญ่สมร ณ บ้านขุนสมุทรจีน นี่คือภาพแรกที่เราได้พบกัน ตอนนั้นรู้สึกเหมือนสวรรค์

สองพ่อลูกก็เดินตามมาติดๆ ค่ะ


สวัสดีผู้ใหญ่ทักทายพอเป็นพิธี ผู้ใหญ่ก็บอกเข้าบ้านไปพักเหนื่อยได้เลยนะ

“นี่คือสถานแห่งบ้านทรายทองที่ฉันปองมาสู่” ลากกระเป๋าเข้าบ้านด้วยความสุข


โฮมสเตย์บ้านผู้ใหญ่สมร มีเพียง 4 หลัง หลังละ 2 ห้องนอนค่ะ


เดินขึ้นไป welcome drink ไม่มี มีแต่น้ำเปล่า พร้อมกับน้ำแข็งเต็มกระติก

นี่คือบ้านท้องทะเล

มุมพักผ่อน นอนดูทีวี ลมพัดเย็นสบาย

มุมนอนเอกเขนกพักผ่อนรับลม

เข้าไปดูในห้องนอน มีเพียงที่นอน หมอน ผ้าห่ม พัดลม และมุ้ง

ณ จุดนี้ เห็นที่นอนเหมือนขึ้นสวรรค์ ขอพักร่างสัก 10 นาทีนะคะ ห้องกว้างขวางจริงๆ นอน 4  ก็ยังได้ไม่รู้สึกอึดอัดเลย

ส่วนเด็กน้อยก็สำรวจไปทั่วร้องตื่นเต้นดีใจ “แม่ๆ มีวินโดวด้วย” คือที่บ้านไม่มีหน้าต่างนางคงตื่นเต้น ฮา


กุลสตรีไทยก็มา เดินไปหาไม้กวาดมากวาดบ้านด้วย

ส่องบ้านข้างๆ ไม่มีแขกมาพัก แปลว่าคืนนี้มีเพียงครอบครัวเราเท่านั้น

ห้องน้ำอยู่ด้านนอก

สภาพโอเคค่ะไม่ได้ถึงกับดีมาก แต่ก็ดีกว่าที่คิดไว้เยอะทีเดียว


ตอนนั้นประมาณบ่าย 3 โมง เราก็นอนเล่นเอกเขนกรับลมหน้าบ้านพัก อากาศดีมากเลยค่ะแม้ว่าจะเป็นฤดูร้อนที่ร้อนมากๆ ก็ตาม หลังจากนั้นเย็นๆ ก็พาลูกออกไปเดินเล่นมีแผนที่ท่องเที่ยวติดไว้ที่บ้านพักทุกหลัง

ไปเที่ยว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน ก่อนเลยค่ะไม่ต้องเดินไปไหนไกลเพราะตั้งอยู่หน้าบ้านผู้ใหญ่เลย


พิพิธภัณฑ์บ้านขุนสมุทรจีน เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมโบราณวัตถุและเครื่องมือเครื่องใช้ของคนในหมู่บ้านขุนสมุทรจีน โดยโบราณวัตถุที่เก็บรวบรวมได้ส่วนใหญ่มีสภาพชำรุดแตกหักเสียหายเนื่องจากจมอยู่ในพื้นดิน และในน้ำมาเป็นเวลานาน การจัดทำพิพิธภัณฑ์เริ่มต้นจากการที่ชาวบ้านพบเศษซากวัตถุโบราณบริเวณป่าชายเลนประเภท ถ้วย ชาม กระเบื้อง ไห ซากเตาเผาโบราณ เครื่องใช้ เครื่องประดับและเงินตราที่ใช้แลกเปลี่ยนในสมัยโบราณ


ข้าวของเครื่องใช้ที่วางโชว์จะเป็นของจีนโบราณ เนื่องจากบ้านขุนสมุทรจีน เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 300 ปี  ตั้งอยู่บนแหลมขนาดเล็กที่ยื่นออกไปในทะเล  อดีตเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าจากเรือสำเภาจีนบริเวณใกล้กับปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นเส้นทางผ่านของเรือสินค้าและเรือพาหนะของประเทศต่างๆ เข้าสู่บางกอกและกรุงศรีอยุธยา ประชากรส่วนใหญ่มีบรรพบุรุษเป็นชาวจีนอพยพมากับเรือสำเภา ส่วนใหญ่มาค้าขายบริเวณวัดแหลมฟ้าผ่า

ถือเป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์เล็กๆ แต่ทรงคุณค่า พาเด็กๆ ไปเรียนรู้ที่นี่ได้เลยนะคะ

เดินไปเที่ยวกันต่อค่ะ จริงๆ สามารถปั่นจักรยานเที่ยวรอบหมู่บ้านได้ไม่มีค่าใช่จ่ายเพิ่ม

มุมนี้เป็นลานกว้างๆ เย็นๆ เด็กๆ จะมาวิ่งเล่น ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ ของหมู่บ้านอีกด้วย

ข้างๆ กับลานเราเห็นจุดแยกขยะ ที่นับว่าเป็นหมู่บ้านตัวอย่างที่มีการคัดแยกขยะได้ดีทีเดียวค่ะ

สถานที่ต่อไปอยู่ติดกับลานก็คือ ศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย


โดยเรื่องเล่าตำนานของศาลนี้มาจากชาวบ้านที่มีอาชีพประมง ออกไปหาปลาตามปกติ และได้พบกับตุ๊กตาเด็กผู้ชายมัดแกละจึงโยนทิ้งไป แต่เมื่อออกเรือไปหาปลาอีกกี่ครั้ง ก็มักจะพบกับตุ๊กตาเด็กผู้ชายอยู่เสมอ จึงได้นำขึ้นฝั่งมาเพื่อกราบไหว้บูชา ชาวบ้านที่จะออกเรือไปหาปลาจะต้องแวะมากราบไหว้ของพร ที่ศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชายทุกครั้ง เพราะจะช่วยคุ้มครองอันตรายเมื่อออกไปอยู่กลางทะเล


เมลลี่ก็เข้าไปกราบไหว้ขอพระด้วยค่ะ


ตอนแรกว่าจะปั่นจักรยานไปทั่วหมู่บ้านแต่เห็นว่าพระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว จึงไปนั่งเล่นรอที่บ้านก่อนดีกว่า ใต้ถุนบ้านมีเรือผูกไว้สามารถพายเล่นได้นะคะ

อากาศเย็นๆ ก็พาลูกไปบริเวณหลักกิโล



นั่งเพลินๆ ลมเย็นๆ แป๊บเดียวพระอาทิตย์ก็ตกดิน


ถือเป็นช่วงเวลาดีๆ อีกวันที่ได้นั่งมองแสงสวยๆ ลับขอบฟ้า


ในส่วนอาหารเย็น มื้อแรกของเรานั้นป้าก็จัดเต็มมาเลย


มีต้มยำกุ้ง ปลานึ่งราดพริก กุ้งทอด ปูนึ่ง ไข่เจียว ข้าวอีกโถใหญ่ กินกัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก เหลือๆ ค่ะ

เมลลี่อิ่มแล้วก็หนีไปนอนในมุ้ง เด็กน้อยดูจะตื่นเต้นมาก เข้าไปในมุ้งแล้วหลับยาวไม่ออกมาเลยค่ะ

ส่วนคุณแม่ก็ขอนอนรับลมมุมนี้สบายๆ


ก่อนนอนขอเอารูปบรรยากาศที่โฮมสเตย์บ้านผู้ใหญ่สมรมาให้ชมกันนะคะ

ทางไปห้องน้ำมีไฟเพียงพอไม่มืดค่ะ

สำหรับเราไม่ค่อยมีปัญหาปวดเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนอยู่แล้วเลยสบายไป สำหรับใครมักจะตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนดึกอาจจะลำบากนิดนึง


ด้วยความเหนื่อยล้าหลับสนิทกันทั้งบ้าน ตอนกลางคืนเงียบมากได้ยินเสียงกรนจากคุณสามี กับเสียงหมาเห่าสลับกันไปอย่างกับกำลังร้องเพลงแข่งกัน ฮา

_______________

เช้าวันใหม่เราตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าค่ะ เพื่อมานั่งรอแสงแรกของวัน บรรยากาศยามเช้าทำให้ร่างกายมีพลังขึ้นมาทุกที โดยเฉพาะเวลาที่ได้ถ่ายรูปสวยๆ

กระท่อมไม้เก่าๆ กับแสงสีทองยามเช้า สำหรับเรามันดีต่อความรู้สึกนะ ชีวิตไม่ได้ต้องการความหรูหรามากมาย เอาจริงๆ แค่ได้ตื่นมาแล้วเห็นความสวยงามของธรรมชาติจะนอนที่ไหนก็มีความสุข

สำหรับมื้อเช้าเป็นข้าวต้มกุ้งค่ะ จัดมาหนึ่งโถ คุณป้ามาเสิร์ฟตั้งแต่ 7 โมง

หลังจากทานมื้อเช้ากันอิ่มแล้ว วันนี้เรามีแพลนจะไปเที่ยววัดกันค่ะ แดดเริ่มร้อนแล้วไม่ลืมที่จะปกป้องผิวด้วย นีเวีย ซัน

เมื่อก่อนเมลลี่ไม่ชอบทากันแดดเลยค่ะ แต่พอตอนนี้มี นีเวีย ซัน คิดส์ แบบลูกกลิ้งเด็กน้อยชอบมากพอบอกลูกจ๋าทาครีม วิ่งมานั่งเรียบร้อยเลยค่ะ มี 3 ขวด คุณพ่อชอบสเปรย์ คุณแม่ชอบครีม ลูกชอบแบบลูกกลิ้ง ไม่ต้องแย่งกันดีค่ะ ฮา

ทางไปวัดเมลลี่บอกว่าจะเดินกางร่ม ส่วนคุณแม่ขอปั่นจักรยานแล้วกันนะลูก

ปล่อยพ่อลูกเดินชมวิวกันไป

ทางปั่นไปวัด และทางรอบๆ หมู่บ้านจะมีลักษณะแบบนี้ค่ะ เจอเจ้าถิ่นเป็นระยะ เห่าตลอดทางแต่ไม่กัดนะคะ

ผ่านวังใหญ่โฮมสเตย์ ที่พักยอดฮิตคนเต็มตลอด วันที่เราไปที่นี่ก็เต็มนะคะ

ตรงนี้เป็นจุดปลูกป่าชายเลน ทางหมู่บ้านก็จะมีกิจกรรมแบบนี้อยู่เรื่อยๆ

เดินจากบ้านผู้ใหญ่สมรมาถึงจุดนี้จะมีศาลานักพักเหนื่อยท่ามป่าโกงกาง

เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีปูก้ามดาบ และปลาตีน ให้เห็นตลอดสองข้างทางค่ะ

ถึงจุดนี้มีกองขยะเต็มไปหมดน่าจะเกิดจากที่กระแสน้ำพัดมา

มาถึงทางแยกตรงไปคือทางไปวัดขุนสมุทรจีน ทางขวามือคือทางไปท่าเรือ

สองข้างทางมีระฆังแขวนไว้เต็มไปหมด เมลลี่ก็เดินตีระฆังไปตลอดทาง

บริเวณนี้เป็นแนวเขื่อนป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเล โดยมีโครงสร้างหลากหลายทั้ง ไม้ไผ่ แท่งปูน หรือเสาไฟฟ้าเก่า รวมไปถึงการปลูกป่าชายเลนก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการกัดเซาะทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี


ถึงแล้วค่ะ วัดขุนสมุทราวาส หรือวัดขุนสมุทรจีน


ด้านในมีศาลา ร่มรื่นด้วยต้นโกงกาง มีม้าหินอ่อนให้นั่งพักผ่อน

กุฎิพระเป็นเพียงกระท่อมไม้หลังเล็กๆ


มีลานกว้าง พร้อมกับศาลานั่งชมวิวพักผ่อนมองทะเลอ่าวไทย

ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของวัดคือ พระอุโบสถเก่าแก่ ที่อยู่ใต้น้ำบางส่วนเวลาน้ำขึ้น แต่จะผุดขึ้นมายามน้ำลด ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า บ้านขุนสมุทรจีน เป็นหมู่บ้านชายทะเลที่มีการพังทลายของพื้นดินชายฝั่งมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ  บ้านของชาวบ้านหลังจากถูกน้ำทะเลซัดเข้ามาก็เริ่มขยับย้ายเข้าฝั่งขึ้นไปเรื่อย ๆ เหลือเพียงแต่วัดขุนสมุทรจีนที่ยังไม่ได้ย้ายไปไหน


สถาปัตยกรรมเก่าแก่มีความอ่อนช้อยสวยงามนัก

โบสถ์หลังนี้สามารถเข้าไปข้างในได้นะคะ จะเห็นได้ว่าภายในมีการบูรณะบางส่วนอาจจะเนื่องจากถูกน้ำทะเลพัดเข้ามากัดเซาะจนเกิดความเสียหาย

เดินออกไปริมทะเลจะพบกับ พระใหญ่ปางห้ามสมุทรหันหน้าไปทางอ่าวไทย “พระพุทธชินสีห์มณีโรจนพิทักษ์สมุทรวิสุทธิมิ่งมงคล” (ชื่อยาวมาก) เป็นพระคู่บ้านขุนสมุทรจีนที่ชาวบ้านได้ทำพิธีใหญ่ไปเมื่อปี 57

ติดกันเป็นศาลเจ้าแม่กวนอิมหลังเก่าที่ตอนนี้ได้ย้ายไปอยู่ที่เดียวกับศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชายแล้ว


เดินเล่นอยู่ที่วัดสักพักเมลลี่ก็ร้องหิวนมก็เลยต้องรีบกลับ ซึ่งสามารถใช้บริการสกายแลปของทางวัดให้ไปส่งได้นะคะ

ค่าบริการไป-กลับ 20 บาท

ส่งพ่อลูกขึ้นรถไปแล้ว คุณแม่ก็ขอปั่นจักรยานไปเที่ยวต่อค่ะ

เส้นทางรอบหมู่บ้านจะมีทั้งทางปูนแบบนี้ เอาจริงๆ ปั่นจักรยานพื้นที่แคบแบบนี้ก็กลัวตกเหมือนกัน บางทีก็เลยต้องลงจูงจักรยานค่ะ

อาชีพของชาวบ้านส่วนใหญ่ทำประมง มีเลี้ยงหอย เลี้ยงปลา บางบ้านก็ทำกะปิ เคย กุ้งแห้ง ตลอดสองข้างทางเราจะเห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน ชาวบ้านก็เป็นมิตรพูดคุยซักถามพร้อมตอบนักท่องเที่ยวทุกเรื่องเลยค่ะ

ปั่นไปเรื่อยๆ ก็เจอโรงเรียนบ้านขุนสมุทรจีน

ส่วนนี่คือปลากะพงแดดเดียวค่ะ ห้อยไว้แบบนี้จนกว่าจะแห้ง

กุ้งแห้งสีสวยเชียว

ส่วนนี่เป็นสถานีอนามัยแห่งเดียวของหมู่บ้าน แอบแปลกใจทำไมดูเหมือนจะปิดบริการไปแล้ว

ปั่นจักรยานจนเกือบ 11 โมง กลับไปบ้านพักคุณป้าก็ยกอาหารเที่ยงมาให้พอดี

จัดเต็มมากเลยค่ะ มีหอย ปลา น้ำพริกปลาทู ทอดมัน แกงส้มชะอมกุ้ง ทานกันไม่หมดเลยค่ะ

ทานมื้อเที่ยงเสร็จก็ได้เวลากลับบ้านแล้ว ยังคงเดินกลับทางเดิมเพื่อไปยังท่าเรือนะคะ ผู้ใหญ่สมรบอกว่าจริงๆ ถ้าเรือว่างจะให้ไปส่งนะ _ _”

มาถึงศาลาท่าเรือสามารถโทรไปเรียกให้เรือมารับเบอร์โทรศัพท์ตามป้ายเลยค่ะ

2 วัน 1 คืน ที่บ้านขุนสมุทรจีน วิถีชีวิตเรียบง่ายพักผ่อนใกล้กรุงในราคาคนละ 600 บาท เด็กฟรี ราคานี้ได้อาหาร 3 มื้อ แนะนำให้เพื่อนๆ ไปถึงก่อนเที่ยงจะได้ไม่ร้อน แล้วก็กลับตอนเช้าหลังทานข้าวเช้าเสร็จแล้วจะดีกว่าค่ะ

โฮมสเตย์บ้านขุนสมุทรจีนมีทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ บ้านผู้ใหญ่สมร วังใหญ่โฮมสเตย์ โฮมสเตย์สามพี่น้อง บ้านน้องจอย และพี่พอเพียงน้องพอเพียง ราคาเท่ากันทุกที่ค่ะ

ติดต่อศูนย์ประสานงาน 086-567-5296
Facebook : https://www.facebook.com/Bankhunjeen

 

teawbebgru

เราก็แค่ครอบครัวที่รักการเดินทาง ดีใจที่ได้พาลูกท่องโลกกว้างด้วยกัน ขอบคุณที่เข้ามาอ่านเรื่องเล่าของเรานะคะ ^^ติดต่องาน E-mail : [email protected]

ใส่ความเห็น